วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ค่ายสภานักเรียน ปี ๒๕๕๗

สำหรับบทความนี้ ทางผู้เขียนขอถือเป็นการบันทึก Diary ของตนเอง โดยจะไม่ใช้สำนวนที่มันเข้าใจยาก เพื่อความเข้าใจง่ายของผู้อ่านละกัน เป็นการบันทึกความทรงจำว่า ครั้งหนึ่ง "เคยเป็นสภานักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ" "ครั้งหนึ่งเคยไปค่ายสภา" ที่มีความประทับใจ ควรค่าแก่การจดจำมิให้ลืมเลือนเคลื่อนหาย

โดยเริ่มแรกนั้น ขอกล่าวถึงก่อนจะมาเป็นสภานักเรียนก่อน คือการเข้ามาเป็นสภานักเรียนของผู้เขียนนั้น เป็นไปแบบว่า "ไม่เต็มใจ" เท่าไหร่นัก แต่กระนั้นไม่อยากสิ่งใด ก็ได้สิ่งนั้น ผู้เขียนได้คัดให้เป็นสภานักเรียนในที่สุด

ซึ่งขอย้อนตอนที่หาเสียงเลือกตั้ง เสียก่อนที่จะได้คะแนนเสียงเป็นสภานักเรียน ผู้เขียนได้อยู่พรรคเบอร์ ๒ ไลค์สาระ ไม่ใช่ ไร้สาระ และก็หาเสียงต่าง ๆ ซึ่งในช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่กินเวลาเรียนไปเยอะอยู่เหมือนกัน เข้าแถวก็ไปเข้ากับคนสมัครสภา และเมื่อถึงวันเลือกตั้ง ผู้เขียนก็ภาวนากับตนเองว่า อย่าได้เลย ๆ แต่ผลก็ออกมา "เราได้"

และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการเป็นสภานักเรียน และบทความนี้...

พรรคเบอร์ ๒ ไลค์สาระ
ขอบคุณภาพ : Takdanai Jirawanichkul
เมื่อกล่าวการเป็นสภานักเรียนโดยคร่าว ๆ ไปแล้ว ขอเริ่มการเล่าเรื่องการไปค่ายสภานักเรียนในทันที

๒๙ มิถุนายน(วันแรก) : รถออกจากโรงเรียน แล้วก็ก่อนออกก็ถ่ายรูปหมู่กัน และในการไปก็มีคณะครูไปกับพวกเราด้วย มีม.วรวัฒน์ เนื้อจีน , ม.ปริวัตร โวหาร , ม.ปัญจพัฒน์ เบญจนวนนท์ , มิสศิริวรรณ หยูทองคำ และม.ชาญชัย จิตต์ภักดี

ม.ปริวัตร ม.วรวัฒน์ มิสศิริวรรณ ม.ปัญจพัฒน์ (เรียงจากซ้ายไปขวา)


 สำหรับการไปค่ายครั้งนี้ เราไปทำกิจกรรมที่สายธารรีสอร์ท อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มีทะเลเป็นวิวสวย บรรยากาศดีมาก ๆ แต่ท้องทะเลเต็มไปด้วย "ขยะ" เมื่อถึงที่หมาย เราก็นั่งพักกินของว่างกัน เสร็จแล้ว ก็เข้าห้องประชุมสวย แอร์เย็น พื้นสะอาดเรียบร้อย ก็นั่งกัน ทำพิธีเปิด และก็อบรมให้เข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ชี้แจงแบ่งหน้าที่ของแต่ละฝ่าย (วิชาการ กิจกรรม ธุรการ ปกครอง บริการ) ชี้แจงหัวหน้าฝ่ายของแต่ละฝ่าย จากนั้นก็แนะนำวิทยากร ซึ่งก็คือบรรดาศิษย์เก่านั้นแหละ ซึ่งมีทั้งสิ้น ๔ ท่าน ได้แก่ พี่ยศ พี่บูม พี่ลิป (ไม่มั่นใจว่าชื่อพี่เขาจะสะกดแบบไหน ถ้าผิดขออภัยครับ) และพี่เซิร์ฟ
ม.วรวัฒน์ พูดชี้แจง

ม.ปริวัตรทำพิธีเปิด และชี้แจงอบรม


แนะนำวิทยากร พี่เซิร์ฟ พี่ลิป พี่บอล พี่บูม พี่ยศ (จากซ้ายไปขวา)


และเมื่อแนะนำเสร็จแล้ว ไมค์ก็ตกอยู่ในมือพี่ศิษย์เก่า และก็เริ่มนัทนาการ สันทนาการ และจะขอเล่าโดยละเอียดว่ามีอันใดบ้าง

เริ่มต้นก็ร้องเพลงไปเรื่อย สอนถ้าเต้นเพลงต่าง ๆ เสร็จแล้วก็ให้นั่งเป็นวงใหญ่รูปตัว U แล้วก็เล่นไฟฟ้ากระแส... วิธีเล่นก็ไม่ยาก ให้จับมือคนข้าง ๆ ของเราทั้งสองข้าง ถ้าพี่เขาบอกว่า กระแสตรง ก็ให้ยกมือทั้งสองข้าง หรือไม่ยกทั้งสองข้างเลย แต่ถ้าบอกว่า กระแสสลับ ก็ต้องยกมือข้างหนึ่ง ไม่ยกข้างหนึ่ง ซึ่งมันจะเกิดสิ่งหนึ่งคือ ความขัดแย้งของการยกมือ มันต้องไปทิศเดียวกัน ถ้าเกิดบอกกระแสสลับใคร ที่ไม่ได้สลับ ก็ถูกเรียกออกไปกลางวง เตรียมเต้น...
เล่นกระแสตรง..
การเล่นกระแส... (ในภาพคือการทำกระแสตรง)
กระแสสลับ
โดนเรียกเต้นกลางวง ในเพลง "โตงเตง" เนื่องจากกระแสสลับมันต้องใช้ความเร็ว และเพื่อให้ตัวเองรอด ก็ต้องทำให้ตัวเองสลับ คนที่สลับไม่ทันก็ออกไปเต้น
จากนั้นก็เปลี่ยนตำแหน่งการนั่งด้วยเพลงลมเพลมพัด ก็พัดคนนู้นคนนี้ไป บางคนก็ไม่ต้องเพราะไม่ได้ตรงกับเนื้อเพลงที่บอกให้ใครย้าย จนเข้าที่ ก็เล่นทุเรศ-ที่รัก ซึ่งวิธีเล่นมิยาก ๆ ก็เพียงแค่ ถ้าผู้เล่นหันไปทางซ้ายต้องพูดว่าที่รัก ทางขวาให้พูดว่าทุเรศ ซึ่งถ้าคนเล่นหันไปทางซ้าย คนที่อยู่ทางซ้ายก็ต้องเลือกให้เร็วว่าจะหันไปทางไหน ทางขวาก็ต้องพูดว่าทุเรศ ทางซ้ายก็พูดว่าที่รัก ใครหันขวาพูดที่รัก หันซ้ายพูดทุเรศก็ต้องออกไปเต้นเพลง "แมงมุม" แต่บางคู่ก็พูดกันอยู่สองคน ที่รัก ทุเรศ ที่รัก ทุเรศกันอยู่สองคน
การสลับตำแหน่งที่นั่งด้วยเพลงลมเพลมพัด
การเล่นทุเรศ-ที่รัก
พลาดก็ต้องมากลางวงแล้วก็เต้นประกอบเพลงแมงมุม
เล่นทุเรศ-ที่รักเสร็จแล้ว ก็ไปต่อกันด้วยการให้นั่งตั้งวงย่อยเป็นวงกลม แล้วพี่เขาก็ร้องเพลง แล้วก็อธิบายการเล่นสิ่งต่อไป ซึ่งในการเล่นอันนี้ไม่ยากเช่นเดิม พี่เขาก็จะกำหนดคำว่า ถ้าพูดคำนี้ ให้ทุกคนในวงเอามือข้างหนึ่ง กำมือไว้ แล้วไปวางกลางวง แล้วก็ต่อกันไปเป็นชั้น ๆ นั้นเอง แล้วพอต่อกำปั้นกันเสร็จ ก็บอกนู้นบอกนี่ ให้มือที่อยู่ตรงนู้นตรงนี้ของวง เช่น คนที่สามจากบน เจ้าของกำปั้นนั้น ก็จะต้องลุ้นอีกทีว่า พี่จะบอกให้ออก หรืออยู่ต่อ ถ้าบอกว่าออกก็ต้องยืน ถ้าอยู่ต่อก็ลุ้นต่อไป พอยืนแล้วก็แบมือรับแป้ง จะเยอะจะมากแล้วแต่เจ้าตัว หรือคนให้แป้งก็ต้องแล้วแต่ จากนั้นก็ต้องรออีกว่า เขาจะให้ทาใคร ส่วนใหญ่จะทาตัวเอง บางทีก็ให้ทาคนข้าง ๆ ด้านซ้าย ด้านขวาก็ว่า
การต่อกำปั้น
รับแป้งก็ต้องรอว่าจะต้องทาใคร
เสร็จแล้วก็ไปรับประทานข้าวเที่ยง และก็จบกิจกรรมในภาคเช้า










รับประทานข้าวเสร็จก็พักผ่อนไปไหนก็ไป เสร็จแล้วก็มารวมกัน ที่เดิมห้องประชุม แน่นอนว่าการรวมตัวก็ต้องใช้เวลา ก็ร้องเพลงไปเรื่อย ๆ รอความพร้อม
จากนั้นเมื่อมากันพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ก็ชี้แจงกิจกรรมในภาคบ่าย คือกิจกรรมการเข้าฐานต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๘ - ๙ คน จัดง่าย ๆ ก็แค่นับเลขวน ๆ ไปเรื่อย ๆ คนที่นับ ๑ ก็อยู่กับคนนับ ๑ คนนับ ๒ ก็อยู่กับคนที่นับ ๒ ไปเรื่อย ๆ และก็ได้กลุ่มตามนั้นโดยมีเงื่อนไขว่าแต่ละกลุ่มหัวหน้ากลุ่มต้องเป็นม.๖ มีเลขาเป็นคนถือใบที่จะให้คะแนน เป็นเด็กอายุน้อยที่สุด และแต่ละกลุ่มต้องมีเพลงและท่าเต้นประจำกลุ่มก่อนจะเริ่มเล่นฐานแต่ละฐานต้องเฃนำเสนอเพลงพร้อมเต้น จะขอบรรยายแต่ละฐานให้ได้เข้าใจโดยทั่วกัน

ฐานพี่บูม : เป็นฐานที่เกี่ยวกับการถกเถียงประเด็นต่าง ๆ เช่น หน้าห้องธุรการควรมีบ่อปลาหรือไม่ ก็แบ่งกันในกลุ่ม ใครไม่ควรให้มีก็ไปอยู่อีกฝั่ง ใครให้มีก็อยู่อีกฝั่ง กระดาษคนละฝั่ง เขียนออกมาว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ แล้วก็มาให้ถกเถียงกัน และสุดท้ายก็สรุป พี่บูมก็สอนวิธีการวิเคราะห์งานให้รอบด้าน และต้องยอมรับความเห็นคนอื่น



 ฐานพี่บอล : เป็นฐานเกี่ยวกับการวางแผน และความสามัคคี โดยการเล่นก็ไม่ยาก มีกระดาษเท่ากับจำนวนคนในกลุ่มและเพิ่มมาอีกใบเพื่อให้คนในกลุ่มยืนบนกระดาษ และเหลือพื้นที่ว่าง ตัวพี่บอลจะเป็ดคอยไปหากระดาษว่างยืน ถ้าเป็ดเดินไปเหยียบกระดาษที่ว่างได้ ถือว่าแพ้ทันที โดยผู้เล่นสามารถเปลี่ยนตำแหน่งที่ยืนได้ ดังนั้นต้องอาศัยการวางแผนและความสามัคคีเป็นอย่างสูง
 



ฐานพี่ยศ : เป็นฐานที่เกี่ยวกับการวางแผน และความเสียสละ โดยวิธีเล่นคือการมีตาราง แล้วก็ให้เดินตามช่อง ให้เลือกตามดวง ตรงไหนมีระเบิดคนที่เดินก็ต้องไปนรก ต้องไปกระโดดตบครั้งแรก ๓ ที เสียไปหนึ่งคนแล้ว ก็ต้องเลือกอีกคนมาเดินถ้าโดนระเบิดอีก ก็ไปอยู่ในนรก ซึ่งครั้งนี้ก็คูณ ๓ เข้าไป เป็น ๙ ที โดยสามารถแบ่งกันได้ว่า ใครจะกระโดดเท่าไหร่ แบ่งกันได้ และถ้าคนไหนโดนระเบิดก็ลงนรก ไปกระโดดตบ คูณ ๓ ไปเรื่อย ๆ และหัวใจที่สำคัญของฐานนี้ ไม่ได้อยู่ที่ระเบิด เพราะถ้าถึงเส้นชัยแล้ว คนก็เหลือ สามารถไปช่วยคนที่อยู่ในนรกกระโดดตบได้ แต่สิ่งนี้พี่ยศไม่บอก แต่มาเฉลยตอนจบ และมีเพียงกลุ่มเดียวที่คนที่เหลือเอ่ยปากจะช่วยคือกลุ่มที่ผู้เขียนอยู่นั้นเอง และทุกคนก็ช่วยกัน จากจำนวนในตอนนั้นประมาณ ๒๐๐ กว่า ๆ ก็เหลือเพียงไม่เท่าไหร่


ฐานพี่ลิป : เป็นฐานการแต่งตัวหัวหน้ากลุ่ม โดยไม่ยากมีอุปกรณ์ให้ แล้วลูกทีมก็ลงมือแต่งตัวหัวหน้าทีมของตน ซึ่งในฐานนี้ เป็นการไว้ใจซึ่งกันและกัน หัวหน้าไว้ใจลูกน้อง แล้วลูกน้องก็ต้องทำให้ดีที่สุด

ฐานพี่เซิร์ฟ : เป็นฐานที่ให้นำของของแต่ละคนในกลุ่ม ไปซ่อนในอาณาเขตที่กำหนด ตรงไหนก็ได้ แล้วพี่เซิร์ฟจะมาหา บางคนก็เล่นจัดเต็ม ซ่อนในที่ ๆ มันหายากเลย แบบว่าไม่มีทางเห็น หรือไม่มีทางกล้าหยิบ แต่สุดท้ายพี่เขาก็ให้มัดมือทุกคนในกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน แล้วไปหยิบของทุกชิ้นที่ซ่อนไว้ มาให้หมด ฐานนี้สอนเรื่องการวางแผน และความสามัคคี

และก็สิ้นสุดกับกิจกรรมฐาน เมื่อเสร็จก็เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย แล้วก็กลับไปที่ห้องประชุม พอถึงห้องประชุมก็ให้แต่ละกลุ่มเต้นเพลงของตนเอง
จากนั้นก็ได้รับการบรรยายจากภราดาทักษบุตร ไกรประสิทธิ์ เรื่องทฤษฎีหมวก ๖ ใบ และบราเดอร์ก็ให้ลองใช้ทฤษฎีนี้กับหัวข้อที่กำหนด ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีมาก ๆ เลย


เมื่อเสร็จจากกิจกรรมนี้แล้ว ก็เข้าสู่กิจกรรมช่วงเย็น ประมาณ ๔ โมงเย็น มีกิจกรรมรอบสระว่ายน้ำ บรรยากาศยามเย็น แดดเริ่มอ่อน อากาศสบาย ๆ โดยกิจกรรมแรกคือการแบ่งกลุ่มเสียก่อน แบ่งเป็น ๔ กลุ่ม วิธีจับเหมือนเดิม นับเลขใครเลขเหมือนก็อยู่ด้วยกัน ได้กลุ่ม ๑ ๒ ๓ ๔ และให้กลุ่ม ๑ แข่งกับ ๓ และ ๒ แข่งกับ ๔

แต่ก่อนจะเริ่มจับคู่กลุ่มแข่งกัน ก็แข่งกันทั้ง ๔ ทีมก่อน โดยให้หาของในตัวเอง ต่อกันให้ยาวที่สุด แต่ละกลุ่มก็จัดเต็มเลยทีเดียว ยาวเหยียด แต่กลุ่มที่ผู้เขียนอยู่ต่อได้สั้นที่สุดกว่ากลุ่มอื่น แต่...เหตุการณ์ผันพลิก พี่เขาบอกว่า กลุ่มไหนเก็บของได้เร็วที่สุด กลุ่มนั้นชนะ นั้นแหละ สบายกลุ่มที่สั้นเลย เสร็จก่อนเพื่อนเลย

รีบต่อกันให้ยาว

และก็ต้องรีบเก็บ
เมื่อเล่นการต่อของและการเก็บของไปแล้ว ก็ได้เวลาจับคู่แข่งกลุ่มกันแล้ว โดยการเล่นแบ่งเป็น ๒ เกม เกมละ ๒ กลุ่มแข่งกัน

วอลเลย์บอลน้ำ : คือกิจกรรมที่ใช้ลูกโป่งใส่น้ำ แล้วก็ใช้เสื้อของคนในทีม มา แล้วเล่นเหมือนวอลเลย์เลย แต่ใช้เสื้อแทนมือ คล้าย ๆ การรับลูกทุเรียนในสวน ทีมไหนรับไม่ได้ ลูกโป่งก็ตก น้ำก็แตก!!! แต่บางทีลูกโป่งไม่แตก ก็นับเหมือนกัน ถือว่าเป็นเกมที่สนุกมาก ๆ คนเล่นมีน้อย ทำให้มันสามารถเล่นได้เยอะ ไม่วุ่นวาย คนที่ไปนับ ๆ รวมครูด้วยประมาณ ๖๐ ชีวิต






พอจบกิจกรรมนี้ สองกลุ่มที่แข่งกันก็สลับกิจกรรมกันทำ โดยอีกกิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมที่ใช้ความสามัคคีเป็นอย่างสูง โดยให้คนในกลุ่ม ๒ กลุ่มแข่งกัน โดยแต่ละกลุ่มมีหนังยาง และให้คนเขาไปในหนังยาง และตรงกลางก็จะมีรู สำหรับการนำไปใส่ขวดน้ำ โดยไม่ให้ใช้มือ และเมื่อรัดได้แล้ว ก็ต้องเคลื่อนย้ายไปในจุุดหมายที่บอก กลุ่มไหนขนครบ ๒ ขวดก็ชนะไปเลย
 






หลังจากเสร็จกิจกรรมทั้ง ๒ กิจกรรมแล้ว ลูกบอลใส่น้ำมันเหลือ ก็ปามาเล่นกันสนุกสนาน และก็แยกย้ายไปห้อง บางคนก็ถ่ายรูปกับทะเล รับประทานอาหารเย็นก็ว่ากันไป





และก็มาถึงยามค่ำคืน ประมาณ ๑ ทุ่มได้ ก็มาทำกิจกรรมต่อไป คือการระดมสมอง ในการทำ "ตู้เก็บของจากสมองสภา" โดยกำหนดว่าสิ่งไหนอยู่ตรงไหน แล้วก็ให้นำชื่อของมาใส่ในช่องที่กำหนด มีกระดาษให้สามแผ่น โจทย์ ใส่คำตอบ และทด ไว้สำหรับลองใส่


และเมื่อเสร็จแล้วก็มีเล่นสันทนาการ นันทนาการ ซึ่งจะขอกล่าวถึงเพลงทีเด็ด ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะได้มากที่สุด คือเพลง "ระฆังอัสสัมชัญ" มี.ปัญจพัฒน์เป็นแกนนำเต้นเพลง ท่าตีระฆังที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้



 เมื่อจบสิ้นการสันทนาการ นันทนาการแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาซึ้ง ๆ แต่ความประทับใจท่วมท้น โดยพี่เขาดับไฟให้มืดทั้งหมด และก็พูด ครูทุกคนพูด วิทยากรทุกคนพูด พูดให้รู้ว่าสภานั้นสำคัญ พูดให้รู้ว่าสภาต้องทำเพื่อโรงเรียน เพื่อนและครู พูดให้รู้ว่าสภาต้องรักกัน และพูดให้รู้ว่าเป็นสภาต้องภาคภูมิใจ


และเมื่อพูดจบก็เปิดไฟ แล้วพี่บูมก็เปิดภาพ ๆ หนึ่งในได้ดู และให้สังเกตว่า ตรงไหนของภาพแสดงถึงความเป็นผู้นำ ซึ่งในภาพนั้นก็คือภาพที่แสดงตอนที่พระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นลิงที่เราเคยรู้ เคยอ่านนั้นเอง สุดท้ายม.วรวัฒน์ก็มาพูดชี้แจงกำหนดการของวันพรุ่งนี้...และมีการให้ร้องคาราโอเกะด้วยสำหรับคนที่จะร้อง จบวันที่หนึ่ง เต็มไปด้วยความประทับใจ
...ตอนที่ดับไฟมืดหมดไม่มีรูป เพราะถึงถ่ายไว้ก็ไม่มีประโยชน์ มันมองไม่เห็นอะไรเลย

๓๐ มิถุนายน (วันสุดท้าย) : ตื่นแต่เช้าตรู่ มาออกกำลังกายวิ่ง ม.วรวัฒน์นี่เดินไปทุบประตูตามห้องเลย เป่านกหวีด อย่างกับเข้าค่ายทหาร แต่ไม่ได้ด่าอะไร แถมหน้าตาม.วรวัฒน์อารมณ์ดีเชียว พอเสร็จจากการวิ่ง เสร็จกลับห้องนอนพัก...แล้วก็อาบน้ำ เสร็จแล้วก็ไปรับประทานข้าวเช้ากัน (ทุกมื้อมีไข่เจียว...) พอทานข้าวเช้าเสร็จแล้ว เราก็ไปที่ห้องประชุม พอถึงห้องประชุมก็มีสันทนาการ นันทนาการให้ตื่นตัวนิดหน่อย

จากนั้นก็มีการทำ "เก้าอี้มนุษย์" คือให้ผู้เล่นยืนเป็นวงกลม กระเถิบเข้ามาจนกระทั่งชิดกันมากที่สุด แล้วนั่งลงบนหน้าขาคนข้างหลังพร้อมกัน ซึ่งจะสื่อให้เห็นความสามัคคีอย่างมาก และต้องใช้การวางแผนว่าใครควรอยู่ตรงไหน

 





พอเสร็จจากการทำเก้าอี้มนุษย์แล้ว ก็จับกลุ่มสภานักเรียนแต่ละฝ่ายที่แบ่งไว้แล้ว จากนั้นก็ให้กระดาษ แล้วเขียนโครงการที่จะทำ ๑ โครงการ แล้วนำเสนอ ซึ่งตรงนี้แหละ คือแผนที่สภานักเรียนจะนำมาพัฒนาโรงเรียน...
ฝ่ายวิชาการ
ฝ่ายกิจกรรม

ฝ่ายปกครอง

ฝ่ายบริการ
ฝ่ายธุรการ
เมื่อจบจากการนำเสนอโครงการแล้ว ก็ถึงเวลาที่สภานักเรียนจะต้องให้สัตย์สัญญา และจดจำไว้ในใจ คือกำหนดโจทย์ให้ แล้วให้สภานักเรียนไปต่อคำเอาเอง เป็นคำของรุ่นนี้เอง โดยมีคำนำหน้าให้ และก็ให้ทุกคนเขียน จากนั้นตั้งเป็นวงกลม แล้วอ่านพร้อมเพรียงกัน



เมื่อเขียนคำนำหน้าไปแล้ว ก็มาคิดคำที่จะเป็นของรุ่นนี้



 




เมื่อเสร็จภารกิจตรงนี้ ก็ไปรับประทานข้าวเที่ยง (มีไข่เจียวเช่นเดิม) เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไป "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน" ไปทัศนศึกษา



















เสร็จแล้วก็เดินทางกลับ แวะตลาดซื้อของ ใครใคร่ซื้อ...ซื้อ

และสุดท้ายขอกล่าวอะไรสักนิด เมื่อทีแรกที่ผู้เขียนได้เป็นสภา มีแต่ความไม่อยากเป็น แต่กาลเวลาได้ขัดเกลาให้รู้ว่าการเป็นสภานักเรียน มีอะไรมากกว่านักเรียนคนอื่น และยิ่งมาค่ายสภาทำให้ได้รู้ถึงความน่าภาคภูมิ และภูมิใจที่ได้เป็นสภา และจะขอทำเพื่อ ๓ อย่าง คือ "โรงเรียน" "ครู" และ "พี่น้องเพื่อนนักเรียนทุกคน"

David Ball
๑๑ ก.ค. ๕๗