สำหรับบทความนี้ ทางผู้เขียนขอถือเป็นการบันทึก Diary ของตนเอง โดยจะไม่ใช้สำนวนที่มันเข้าใจยาก เพื่อความเข้าใจง่ายของผู้อ่านละกัน เป็นการบันทึกความทรงจำว่า ครั้งหนึ่ง "เคยเป็นสภานักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ" "ครั้งหนึ่งเคยไปค่ายสภา" ที่มีความประทับใจ ควรค่าแก่การจดจำมิให้ลืมเลือนเคลื่อนหาย
โดยเริ่มแรกนั้น ขอกล่าวถึงก่อนจะมาเป็นสภานักเรียนก่อน คือการเข้ามาเป็นสภานักเรียนของผู้เขียนนั้น เป็นไปแบบว่า "ไม่เต็มใจ" เท่าไหร่นัก แต่กระนั้นไม่อยากสิ่งใด ก็ได้สิ่งนั้น ผู้เขียนได้คัดให้เป็นสภานักเรียนในที่สุด
ซึ่งขอย้อนตอนที่หาเสียงเลือกตั้ง เสียก่อนที่จะได้คะแนนเสียงเป็นสภานักเรียน ผู้เขียนได้อยู่พรรคเบอร์ ๒ ไลค์สาระ ไม่ใช่ ไร้สาระ และก็หาเสียงต่าง ๆ ซึ่งในช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่กินเวลาเรียนไปเยอะอยู่เหมือนกัน เข้าแถวก็ไปเข้ากับคนสมัครสภา และเมื่อถึงวันเลือกตั้ง ผู้เขียนก็ภาวนากับตนเองว่า อย่าได้เลย ๆ แต่ผลก็ออกมา "เราได้"
และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการเป็นสภานักเรียน และบทความนี้...
![]() |
| พรรคเบอร์ ๒ ไลค์สาระ ขอบคุณภาพ : Takdanai Jirawanichkul |
๒๙ มิถุนายน(วันแรก) : รถออกจากโรงเรียน แล้วก็ก่อนออกก็ถ่ายรูปหมู่กัน และในการไปก็มีคณะครูไปกับพวกเราด้วย มีม.วรวัฒน์ เนื้อจีน , ม.ปริวัตร โวหาร , ม.ปัญจพัฒน์ เบญจนวนนท์ , มิสศิริวรรณ หยูทองคำ และม.ชาญชัย จิตต์ภักดี
![]() |
| ม.ปริวัตร ม.วรวัฒน์ มิสศิริวรรณ ม.ปัญจพัฒน์ (เรียงจากซ้ายไปขวา) |
สำหรับการไปค่ายครั้งนี้ เราไปทำกิจกรรมที่สายธารรีสอร์ท อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มีทะเลเป็นวิวสวย บรรยากาศดีมาก ๆ แต่ท้องทะเลเต็มไปด้วย "ขยะ" เมื่อถึงที่หมาย เราก็นั่งพักกินของว่างกัน เสร็จแล้ว ก็เข้าห้องประชุมสวย แอร์เย็น พื้นสะอาดเรียบร้อย ก็นั่งกัน ทำพิธีเปิด และก็อบรมให้เข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ชี้แจงแบ่งหน้าที่ของแต่ละฝ่าย (วิชาการ กิจกรรม ธุรการ ปกครอง บริการ) ชี้แจงหัวหน้าฝ่ายของแต่ละฝ่าย จากนั้นก็แนะนำวิทยากร ซึ่งก็คือบรรดาศิษย์เก่านั้นแหละ ซึ่งมีทั้งสิ้น ๔ ท่าน ได้แก่ พี่ยศ พี่บูม พี่ลิป (ไม่มั่นใจว่าชื่อพี่เขาจะสะกดแบบไหน ถ้าผิดขออภัยครับ) และพี่เซิร์ฟ
![]() |
| ม.วรวัฒน์ พูดชี้แจง |
![]() |
| ม.ปริวัตรทำพิธีเปิด และชี้แจงอบรม |
![]() |
| แนะนำวิทยากร พี่เซิร์ฟ พี่ลิป พี่บอล พี่บูม พี่ยศ (จากซ้ายไปขวา) |
และเมื่อแนะนำเสร็จแล้ว ไมค์ก็ตกอยู่ในมือพี่ศิษย์เก่า และก็เริ่มนัทนาการ สันทนาการ และจะขอเล่าโดยละเอียดว่ามีอันใดบ้าง
เริ่มต้นก็ร้องเพลงไปเรื่อย สอนถ้าเต้นเพลงต่าง ๆ เสร็จแล้วก็ให้นั่งเป็นวงใหญ่รูปตัว U แล้วก็เล่นไฟฟ้ากระแส... วิธีเล่นก็ไม่ยาก ให้จับมือคนข้าง ๆ ของเราทั้งสองข้าง ถ้าพี่เขาบอกว่า กระแสตรง ก็ให้ยกมือทั้งสองข้าง หรือไม่ยกทั้งสองข้างเลย แต่ถ้าบอกว่า กระแสสลับ ก็ต้องยกมือข้างหนึ่ง ไม่ยกข้างหนึ่ง ซึ่งมันจะเกิดสิ่งหนึ่งคือ ความขัดแย้งของการยกมือ มันต้องไปทิศเดียวกัน ถ้าเกิดบอกกระแสสลับใคร ที่ไม่ได้สลับ ก็ถูกเรียกออกไปกลางวง เตรียมเต้น...
![]() |
| เล่นกระแสตรง.. |
![]() |
| การเล่นกระแส... (ในภาพคือการทำกระแสตรง) |
![]() |
| กระแสสลับ |
![]() | |
| โดนเรียกเต้นกลางวง ในเพลง "โตงเตง" เนื่องจากกระแสสลับมันต้องใช้ความเร็ว และเพื่อให้ตัวเองรอด ก็ต้องทำให้ตัวเองสลับ คนที่สลับไม่ทันก็ออกไปเต้น |
จากนั้นก็เปลี่ยนตำแหน่งการนั่งด้วยเพลงลมเพลมพัด ก็พัดคนนู้นคนนี้ไป บางคนก็ไม่ต้องเพราะไม่ได้ตรงกับเนื้อเพลงที่บอกให้ใครย้าย จนเข้าที่ ก็เล่นทุเรศ-ที่รัก ซึ่งวิธีเล่นมิยาก ๆ ก็เพียงแค่ ถ้าผู้เล่นหันไปทางซ้ายต้องพูดว่าที่รัก ทางขวาให้พูดว่าทุเรศ ซึ่งถ้าคนเล่นหันไปทางซ้าย คนที่อยู่ทางซ้ายก็ต้องเลือกให้เร็วว่าจะหันไปทางไหน ทางขวาก็ต้องพูดว่าทุเรศ ทางซ้ายก็พูดว่าที่รัก ใครหันขวาพูดที่รัก หันซ้ายพูดทุเรศก็ต้องออกไปเต้นเพลง "แมงมุม" แต่บางคู่ก็พูดกันอยู่สองคน ที่รัก ทุเรศ ที่รัก ทุเรศกันอยู่สองคน
![]() |
| การสลับตำแหน่งที่นั่งด้วยเพลงลมเพลมพัด |
![]() |
| การเล่นทุเรศ-ที่รัก |
![]() |
| พลาดก็ต้องมากลางวงแล้วก็เต้นประกอบเพลงแมงมุม |
เล่นทุเรศ-ที่รักเสร็จแล้ว ก็ไปต่อกันด้วยการให้นั่งตั้งวงย่อยเป็นวงกลม แล้วพี่เขาก็ร้องเพลง แล้วก็อธิบายการเล่นสิ่งต่อไป ซึ่งในการเล่นอันนี้ไม่ยากเช่นเดิม พี่เขาก็จะกำหนดคำว่า ถ้าพูดคำนี้ ให้ทุกคนในวงเอามือข้างหนึ่ง กำมือไว้ แล้วไปวางกลางวง แล้วก็ต่อกันไปเป็นชั้น ๆ นั้นเอง แล้วพอต่อกำปั้นกันเสร็จ ก็บอกนู้นบอกนี่ ให้มือที่อยู่ตรงนู้นตรงนี้ของวง เช่น คนที่สามจากบน เจ้าของกำปั้นนั้น ก็จะต้องลุ้นอีกทีว่า พี่จะบอกให้ออก หรืออยู่ต่อ ถ้าบอกว่าออกก็ต้องยืน ถ้าอยู่ต่อก็ลุ้นต่อไป พอยืนแล้วก็แบมือรับแป้ง จะเยอะจะมากแล้วแต่เจ้าตัว หรือคนให้แป้งก็ต้องแล้วแต่ จากนั้นก็ต้องรออีกว่า เขาจะให้ทาใคร ส่วนใหญ่จะทาตัวเอง บางทีก็ให้ทาคนข้าง ๆ ด้านซ้าย ด้านขวาก็ว่า
![]() |
| การต่อกำปั้น |
![]() |
| รับแป้งก็ต้องรอว่าจะต้องทาใคร |
รับประทานข้าวเสร็จก็พักผ่อนไปไหนก็ไป เสร็จแล้วก็มารวมกัน ที่เดิมห้องประชุม แน่นอนว่าการรวมตัวก็ต้องใช้เวลา ก็ร้องเพลงไปเรื่อย ๆ รอความพร้อม
จากนั้นเมื่อมากันพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ก็ชี้แจงกิจกรรมในภาคบ่าย คือกิจกรรมการเข้าฐานต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๘ - ๙ คน จัดง่าย ๆ ก็แค่นับเลขวน ๆ ไปเรื่อย ๆ คนที่นับ ๑ ก็อยู่กับคนนับ ๑ คนนับ ๒ ก็อยู่กับคนที่นับ ๒ ไปเรื่อย ๆ และก็ได้กลุ่มตามนั้นโดยมีเงื่อนไขว่าแต่ละกลุ่มหัวหน้ากลุ่มต้องเป็นม.๖ มีเลขาเป็นคนถือใบที่จะให้คะแนน เป็นเด็กอายุน้อยที่สุด และแต่ละกลุ่มต้องมีเพลงและท่าเต้นประจำกลุ่มก่อนจะเริ่มเล่นฐานแต่ละฐานต้องเฃนำเสนอเพลงพร้อมเต้น จะขอบรรยายแต่ละฐานให้ได้เข้าใจโดยทั่วกันฐานพี่บูม : เป็นฐานที่เกี่ยวกับการถกเถียงประเด็นต่าง ๆ เช่น หน้าห้องธุรการควรมีบ่อปลาหรือไม่ ก็แบ่งกันในกลุ่ม ใครไม่ควรให้มีก็ไปอยู่อีกฝั่ง ใครให้มีก็อยู่อีกฝั่ง กระดาษคนละฝั่ง เขียนออกมาว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ แล้วก็มาให้ถกเถียงกัน และสุดท้ายก็สรุป พี่บูมก็สอนวิธีการวิเคราะห์งานให้รอบด้าน และต้องยอมรับความเห็นคนอื่น
ฐานพี่ลิป : เป็นฐานการแต่งตัวหัวหน้ากลุ่ม โดยไม่ยากมีอุปกรณ์ให้ แล้วลูกทีมก็ลงมือแต่งตัวหัวหน้าทีมของตน ซึ่งในฐานนี้ เป็นการไว้ใจซึ่งกันและกัน หัวหน้าไว้ใจลูกน้อง แล้วลูกน้องก็ต้องทำให้ดีที่สุด
ฐานพี่เซิร์ฟ : เป็นฐานที่ให้นำของของแต่ละคนในกลุ่ม ไปซ่อนในอาณาเขตที่กำหนด ตรงไหนก็ได้ แล้วพี่เซิร์ฟจะมาหา บางคนก็เล่นจัดเต็ม ซ่อนในที่ ๆ มันหายากเลย แบบว่าไม่มีทางเห็น หรือไม่มีทางกล้าหยิบ แต่สุดท้ายพี่เขาก็ให้มัดมือทุกคนในกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน แล้วไปหยิบของทุกชิ้นที่ซ่อนไว้ มาให้หมด ฐานนี้สอนเรื่องการวางแผน และความสามัคคี
และก็สิ้นสุดกับกิจกรรมฐาน เมื่อเสร็จก็เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย แล้วก็กลับไปที่ห้องประชุม พอถึงห้องประชุมก็ให้แต่ละกลุ่มเต้นเพลงของตนเอง
จากนั้นก็ได้รับการบรรยายจากภราดาทักษบุตร ไกรประสิทธิ์ เรื่องทฤษฎีหมวก ๖ ใบ และบราเดอร์ก็ให้ลองใช้ทฤษฎีนี้กับหัวข้อที่กำหนด ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีมาก ๆ เลย
เมื่อเสร็จจากกิจกรรมนี้แล้ว ก็เข้าสู่กิจกรรมช่วงเย็น ประมาณ ๔ โมงเย็น มีกิจกรรมรอบสระว่ายน้ำ บรรยากาศยามเย็น แดดเริ่มอ่อน อากาศสบาย ๆ โดยกิจกรรมแรกคือการแบ่งกลุ่มเสียก่อน แบ่งเป็น ๔ กลุ่ม วิธีจับเหมือนเดิม นับเลขใครเลขเหมือนก็อยู่ด้วยกัน ได้กลุ่ม ๑ ๒ ๓ ๔ และให้กลุ่ม ๑ แข่งกับ ๓ และ ๒ แข่งกับ ๔
แต่ก่อนจะเริ่มจับคู่กลุ่มแข่งกัน ก็แข่งกันทั้ง ๔ ทีมก่อน โดยให้หาของในตัวเอง ต่อกันให้ยาวที่สุด แต่ละกลุ่มก็จัดเต็มเลยทีเดียว ยาวเหยียด แต่กลุ่มที่ผู้เขียนอยู่ต่อได้สั้นที่สุดกว่ากลุ่มอื่น แต่...เหตุการณ์ผันพลิก พี่เขาบอกว่า กลุ่มไหนเก็บของได้เร็วที่สุด กลุ่มนั้นชนะ นั้นแหละ สบายกลุ่มที่สั้นเลย เสร็จก่อนเพื่อนเลย
![]() |
| รีบต่อกันให้ยาว |
![]() |
| และก็ต้องรีบเก็บ |
วอลเลย์บอลน้ำ : คือกิจกรรมที่ใช้ลูกโป่งใส่น้ำ แล้วก็ใช้เสื้อของคนในทีม มา แล้วเล่นเหมือนวอลเลย์เลย แต่ใช้เสื้อแทนมือ คล้าย ๆ การรับลูกทุเรียนในสวน ทีมไหนรับไม่ได้ ลูกโป่งก็ตก น้ำก็แตก!!! แต่บางทีลูกโป่งไม่แตก ก็นับเหมือนกัน ถือว่าเป็นเกมที่สนุกมาก ๆ คนเล่นมีน้อย ทำให้มันสามารถเล่นได้เยอะ ไม่วุ่นวาย คนที่ไปนับ ๆ รวมครูด้วยประมาณ ๖๐ ชีวิต

พอจบกิจกรรมนี้ สองกลุ่มที่แข่งกันก็สลับกิจกรรมกันทำ โดยอีกกิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมที่ใช้ความสามัคคีเป็นอย่างสูง โดยให้คนในกลุ่ม ๒ กลุ่มแข่งกัน โดยแต่ละกลุ่มมีหนังยาง และให้คนเขาไปในหนังยาง และตรงกลางก็จะมีรู สำหรับการนำไปใส่ขวดน้ำ โดยไม่ให้ใช้มือ และเมื่อรัดได้แล้ว ก็ต้องเคลื่อนย้ายไปในจุุดหมายที่บอก กลุ่มไหนขนครบ ๒ ขวดก็ชนะไปเลย
หลังจากเสร็จกิจกรรมทั้ง ๒ กิจกรรมแล้ว ลูกบอลใส่น้ำมันเหลือ ก็ปามาเล่นกันสนุกสนาน และก็แยกย้ายไปห้อง บางคนก็ถ่ายรูปกับทะเล รับประทานอาหารเย็นก็ว่ากันไป
และก็มาถึงยามค่ำคืน ประมาณ ๑ ทุ่มได้ ก็มาทำกิจกรรมต่อไป คือการระดมสมอง ในการทำ "ตู้เก็บของจากสมองสภา" โดยกำหนดว่าสิ่งไหนอยู่ตรงไหน แล้วก็ให้นำชื่อของมาใส่ในช่องที่กำหนด มีกระดาษให้สามแผ่น โจทย์ ใส่คำตอบ และทด ไว้สำหรับลองใส่
และเมื่อเสร็จแล้วก็มีเล่นสันทนาการ นันทนาการ ซึ่งจะขอกล่าวถึงเพลงทีเด็ด ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะได้มากที่สุด คือเพลง "ระฆังอัสสัมชัญ" มี.ปัญจพัฒน์เป็นแกนนำเต้นเพลง ท่าตีระฆังที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้
เมื่อจบสิ้นการสันทนาการ นันทนาการแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาซึ้ง ๆ แต่ความประทับใจท่วมท้น โดยพี่เขาดับไฟให้มืดทั้งหมด และก็พูด ครูทุกคนพูด วิทยากรทุกคนพูด พูดให้รู้ว่าสภานั้นสำคัญ พูดให้รู้ว่าสภาต้องทำเพื่อโรงเรียน เพื่อนและครู พูดให้รู้ว่าสภาต้องรักกัน และพูดให้รู้ว่าเป็นสภาต้องภาคภูมิใจ
และเมื่อพูดจบก็เปิดไฟ แล้วพี่บูมก็เปิดภาพ ๆ หนึ่งในได้ดู และให้สังเกตว่า ตรงไหนของภาพแสดงถึงความเป็นผู้นำ ซึ่งในภาพนั้นก็คือภาพที่แสดงตอนที่พระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นลิงที่เราเคยรู้ เคยอ่านนั้นเอง สุดท้ายม.วรวัฒน์ก็มาพูดชี้แจงกำหนดการของวันพรุ่งนี้...และมีการให้ร้องคาราโอเกะด้วยสำหรับคนที่จะร้อง จบวันที่หนึ่ง เต็มไปด้วยความประทับใจ
...ตอนที่ดับไฟมืดหมดไม่มีรูป เพราะถึงถ่ายไว้ก็ไม่มีประโยชน์ มันมองไม่เห็นอะไรเลย
๓๐ มิถุนายน (วันสุดท้าย) : ตื่นแต่เช้าตรู่ มาออกกำลังกายวิ่ง ม.วรวัฒน์นี่เดินไปทุบประตูตามห้องเลย เป่านกหวีด อย่างกับเข้าค่ายทหาร แต่ไม่ได้ด่าอะไร แถมหน้าตาม.วรวัฒน์อารมณ์ดีเชียว พอเสร็จจากการวิ่ง เสร็จกลับห้องนอนพัก...แล้วก็อาบน้ำ เสร็จแล้วก็ไปรับประทานข้าวเช้ากัน (ทุกมื้อมีไข่เจียว...) พอทานข้าวเช้าเสร็จแล้ว เราก็ไปที่ห้องประชุม พอถึงห้องประชุมก็มีสันทนาการ นันทนาการให้ตื่นตัวนิดหน่อย
จากนั้นก็มีการทำ "เก้าอี้มนุษย์" คือให้ผู้เล่นยืนเป็นวงกลม กระเถิบเข้ามาจนกระทั่งชิดกันมากที่สุด แล้วนั่งลงบนหน้าขาคนข้างหลังพร้อมกัน ซึ่งจะสื่อให้เห็นความสามัคคีอย่างมาก และต้องใช้การวางแผนว่าใครควรอยู่ตรงไหน
พอเสร็จจากการทำเก้าอี้มนุษย์แล้ว ก็จับกลุ่มสภานักเรียนแต่ละฝ่ายที่แบ่งไว้แล้ว จากนั้นก็ให้กระดาษ แล้วเขียนโครงการที่จะทำ ๑ โครงการ แล้วนำเสนอ ซึ่งตรงนี้แหละ คือแผนที่สภานักเรียนจะนำมาพัฒนาโรงเรียน...
| ฝ่ายวิชาการ |
| ฝ่ายกิจกรรม |
| ฝ่ายปกครอง |
| ฝ่ายบริการ |
| ฝ่ายธุรการ |
| เมื่อเขียนคำนำหน้าไปแล้ว ก็มาคิดคำที่จะเป็นของรุ่นนี้ |
เมื่อเสร็จภารกิจตรงนี้ ก็ไปรับประทานข้าวเที่ยง (มีไข่เจียวเช่นเดิม) เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไป "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน" ไปทัศนศึกษา
เสร็จแล้วก็เดินทางกลับ แวะตลาดซื้อของ ใครใคร่ซื้อ...ซื้อ
และสุดท้ายขอกล่าวอะไรสักนิด เมื่อทีแรกที่ผู้เขียนได้เป็นสภา มีแต่ความไม่อยากเป็น แต่กาลเวลาได้ขัดเกลาให้รู้ว่าการเป็นสภานักเรียน มีอะไรมากกว่านักเรียนคนอื่น และยิ่งมาค่ายสภาทำให้ได้รู้ถึงความน่าภาคภูมิ และภูมิใจที่ได้เป็นสภา และจะขอทำเพื่อ ๓ อย่าง คือ "โรงเรียน" "ครู" และ "พี่น้องเพื่อนนักเรียนทุกคน"
David Ball๑๑ ก.ค. ๕๗




















































